IMFหั่นแนวโน้มจีดีพี5ชาติอาเซียนรวมไทย ชี้ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน
WWW.HAMSIAM.IN.TH # แฮมสยามอินไทยแลนด์ HAM COMMUNITY OF THAILAND
วันที่ 17 ตุลาคม 2021 เวลา 09:25:43 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ต้องขออภัย!!! เนื่องจากตอนนี้เว็บไซต์กำลังอยู่ในช่วงพัฒนา หากมีความผิดพลาดในเว็บประการใด ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ และจะเป็นการขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง หากท่านนำความผิดพลาดนั้นมาแจ้งให้กับผู้ดูแลฯ แล้วทางเราจะรีบเข้าไปแก้ไขในความผิดพลาดนั้นๆให้เร็วที่สุด
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

สถานะเว็บไซต์ : เปิด รับสมัครสมาชิก

กรุณาอ่านก่อนโดนแบน !! : กฏระเบียบการอัพกระทู้ >>คลิกเพื่ออ่าน<<

!!! วิธีการตั้งกระทู้,ตอบกระทู้ - วิธีการโพสรูปลงเว็บบอร์ด - วิธีการโพสวีดีโอลงเว็บบอร์ด !!!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: IMFหั่นแนวโน้มจีดีพี5ชาติอาเซียนรวมไทย ชี้ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน  (อ่าน 9 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Chigaru
Super Hero Member I
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 2463


« เมื่อ: วันที่ 14 ตุลาคม 2021 เวลา 20:17:55 »


ไอเอ็มเอฟเผยแพร่รายงานล่าสุด ปรับลดตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจทั้งของอเมริกา และมหาอำนาจอุตสาหกรรมอื่นๆ ตลอดจนถึง 5 ชาติชั้นนำของอาเซียนที่มีไทยรวมอยู่ด้วย โดยระบุเหตุผลสำคัญว่า เนื่องจากการชะงักงันยาวนานของห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งความกดดันด้านเงินเฟ้อ กำลังถ่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจากวิกฤตโควิด-19

ในรายงานทิศทางแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ฉบับล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร (12 ต.ค.) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับลดคาดการณ์อัตราเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 5.9% จากระดับ 6% ที่คาดไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม แต่คงตัวเลขคาดการณ์ของปีหน้าอยู่ที่ 4.9% ตามเดิม

อย่างไรก็ดี รายงานสำทับว่า วิกฤตโรคระบาดที่ดูจะเลวร้ายลง ทำให้แนวโน้มการเติบโตของพวกประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ต่ำกำลังมืดมนลง ขณะที่ประเทศมั่งคั่งก็เผชิญปัญหาห่วงโซ่อุปทานชะงักงันอย่างเรื้อรัง

สำหรับอัตราเงินเฟ้อ ไอเอ็มเอฟคาดว่าจะสามารถลดลงสู่ระดับก่อนโควิดระบาดได้ ในช่วงปีหน้า

กระนั้น กีตา โกปินาถ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ เตือนว่า ธนาคารกลางทั้งหลายควรเตรียมพร้อมเพื่อให้สามารถรับมือได้อย่างรวดเร็ว หากมีความเสี่ยงเงินเฟ้อขาขึ้นเพิ่มขึ้น ท่ามกลางการฟื้นตัวซึ่งอยู่ในรูปแบบที่ไม่คุ้นเคยกันมาก่อน

โกปินาถยังคาดว่า ราคาพลังงานจะเริ่มลดลงตอนสิ้นไตรมาสแรกปีหน้า

ขณะเดียวกัน กิจกรรมการผลิตทั่วโลกได้รับผลกระทบจากความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์กับอุปทาน และการขาดแคลนชิ้นส่วนสำคัญ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางภาวะตึงตัวด้านแรงงานจากการระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลตาที่ทำให้คนจำนวนมากยังลังเลที่จะกลับไปทำงาน ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกยังระส่ำระสายหลังวิกฤตโรคระบาดส่งผลให้ประเทศต่างๆ ใช้มาตรการล็อกดาวน์เมื่อปีที่แล้ว

อเมริกานั้นได้รับผลกระทบจากปัญหาเหล่านี้อย่างรุนแรง ดังนั้นไอเอ็มเอฟจึงหั่นแนวโน้มอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ของอเมริกาลง 1% เต็ม มาอยู่ที่ 6% ภายใต้สมมติฐานที่ว่า รัฐสภาสหรัฐฯ ที่พวกสมาชิกแตกแยกกันอย่างหนัก จะยังคงอนุมัติข้อเสนองบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐานและด้านสังคม รวมเป็นมูลค่าราว 4 ล้านล้านดอลลาร์ของประธานาธิบดีโจ ไบเดน แต่ถ้าหากรัฐสภาอเมริกันเกิดลดทอนงบประมาณดังกล่าวลงจำนวนมาก ก็อาจทำให้แนวโน้มการเติบโตของอเมริกาและพวกประเทศคู่ค้า ต้องดิ่งวูบลงไปอีก

รายงานยังปรับลดตัวเลขคาดการณ์สำหรับประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำอื่นๆ เช่น เยอรมนีถูกลดตัวเลขคาดการณ์จีดีพีลง 0.5% จากที่คาดไว้ที่ 3.1% เมื่อเดือนกรกฎาคม และญี่ปุ่นจาก 2.8% เหลือ 2.4%



สำหรับจีน อัตราคาดการณ์จีดีพีถูกปรับลงแค่ 0.1% มาอยู่ที่ 8% ด้วยเหตุผลว่ามีการปรับลดการลงทุนสาธารณะอย่างรวดเร็วเกินคาด ส่วนตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจอินเดียคงเดิมที่ 9.5%

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ในเอเชียดูไม่ค่อยดีนักเนื่องจากภาวะโรคระบาดที่เลวร้ายลง โดยไอเอ็มเอฟหั่นตัวเลขคาดการณ์สำหรับ 5 ชาติอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ลง 1.4%


X


รายงานยังเตือนอันตรายของแนวโน้มเศรษฐกิจที่การเติบโตไร้ความสมดุล สืบเนื่องจากปัญหาการกระจายวัคซีนอย่างไม่เสมอภาค โดยประเทศรายได้ต่ำที่ประชากรถึง 96% ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนโควิด มีแนวโน้มที่การเติบโตจะชะลอตัวยาวนานกว่า และปัญหาความยากจนก็จะรุนแรงกว่า

ความเหลื่อมล้ำในการกระจายวัคซีนยังส่งผลต่อการฟื้นฟูมาตรฐานการครองชีพ โดยที่แนวโน้มขาลงยืดเยื้อจากวิกฤตโรคระบาด ยังอาจสร้างความสูญเสียต่อเศรษฐกิจรวม 5.3 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟคาดว่า ประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าจะฟื้นแนวโน้มการเติบโตสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤตได้ภายในปีหน้า และขยายตัวในอัตราสูงกว่าช่วงก่อนวิกฤต 0.9% ในปี 2024 ขณะที่ตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา ไม่รวมจีน ถูกคาดหมายว่า เมื่อถึงปี 2024 จะยังมีอัตราเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตถึง 5.5%

โกปินาถทิ้งท้ายว่า ท่ามกลางแผลเป็นระยะยาว นโยบายสำคัญอันดับแรกควรเป็นการเร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนอย่างน้อย 40% ในทุกประเทศภายในสิ้นปีนี้ และเพิ่มเป็น 70% ในช่วงกลางปีหน้า

(ที่มา: เอเอฟพี, รอยเตอร์)
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

เริ่มนับสถิติตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2556 เวลา 18.24.52 น. (วันและเวลาตอนเปิดเว็บ)
รวมเพ็จวิวทั้งสิ้นจนถึงวันนี้ free counter ครั้ง

Powered by SMF 1.1.15 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF